บทความเรื่อง มนตรี – หมี่เป็ด – ศรียงค์ กวีแห่งรัตนโกสินทร์สมัย

มนตรี – หมี่เป็ด – ศรียงค์ กวีแห่งรัตนโกสินทร์สมัย

ลุหกตุลาหนึ่งเก้าธรรมศาสตร์     เสียงปืนที่เกรี้ยวกราดตวาดใส่
ประวัติศาสตร์กว้างลึกบันทึกไว้    เจ็บแค้นแน่นในฝังใจจำ
จำหน้ามันไอ้สัตว์สกปรก    แล้วให้มือนรกมันชกคว่ำ
ธงแดงพรึบป่าเหนือผาง้ำ    ใครก่อกรรมอันใดต้องได้คืน!


มนตรี ศรียงค์ หรือที่เป็นที่รู้จักในนาม กวีหมี่เป็ด เป็นนักกวีรุ่นใหม่ ที่มีท่วงทำนองการประพันธ์ร้อยกรองที่ดุดัน รุนแรง และโดดเด่นอยู่ในระดับแนวหน้าของนักกวีรุ่นใหม่ของสังคมนักกลอนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สมัย
โดยเฉพาะท่วงทำนองการเลือกคำที่ดุดัน รุนแรง และการใช้มุมมองโลกทัศน์ที่แตกต่างอย่างกล้าหาญ มนตรีขนานนามตนเองว่า หมี่เป็ด ผู้ชายนัยต์ตาสนิมเหล็ก” ซึ่งผลงานแทบทุกชิ้นก็สะท้อนภาพดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจน

หลากผลงาน หลายคำบอกเล่า      มีผลงานมาแล้วมากมาย ทั้งหนังสือชุด “ดอกฝัน : ฤดูฝนที่แสนธรรมดา” และรวมบทกวีทำมือชุด “การพังทลายของทางช้างเผือก” อีกทั้งมนตรี ยังมีเวปไซต์ส่วนตัวในการเผยแพร่บทกวีผ่านโลกอินเตอร์เนทเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแฟนหนังสือและนักคิดที่ชื่นชมท่วงทำนองของเขาได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างทันท่วงทีและทันสมัยอยู่เสมอ    แต่ผลงานชิ้นเอกที่สุดของมนตรีคงหนีไม่พ้น “โลกในดวงตาของข้าพเจ้า” ที่ได้รางวัล S.E.A. WRITE Award หรือ รางวัลซีไรต์ ประจำปี 2550 นั่นเอง

 

ดุดันรุนแรง ในความเป็น มนตรี ศรียงค์
จากบทกลอนในตอนเปิดเรื่อง “เราไม่เคยมีปีหนึ่งหกและหนึ่งเก้า” ก็พอจะทำให้เราทุกคนทราบว่า มนตรี ศรียงค์ มีแนวคิดแบบใด บทกวีของมนตรี ศรียงค์นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและดุดัน ตามชื่อที่ใช้เรียกตนเองว่า “หมี่เป็ด ผู้ชายนัยต์ตาสนิมเหล็ก” มนตรีเติบโตมาในช่วงของเหตุการณ์ความวุ่นวายเดือนตุลา และคงไม่กล่าวเกินไปถ้าพูดว่า มนตรีรับเอาความคิดของนักศึกษา สถานการณ์บ้านเมือง และเรื่องราวต่างๆ ในยุคสมัยนั้น ซึมเข้ามาโดยไม่รู้ตัวตั้งแต่สมัยเด็กๆ ผลงานของมนตรีนั้นอ่านแล้วไม่รู้สึกถึงความหวาน ความซาบซึ้ง ความสวยงาม อันเป็นคุณสมบัติของกวีแต่ก่อน แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัด ร้อนแรง ตามรูปแบบของความปะทุของความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมาโดยไม่มีสิ่งใดกั้นขวาง บางทีจึงรู้สึกเหมือนมนตรี ใช้ร้อยกรองเป็นเครื่องระบายอารมณ์ เป็นเหมือนกระดาษเปล่าที่นึกจะหยิบจะระบายอะไรลงไปก็ตามใจแต่ตัวของเขาเอง และด้วยเหตุนี้นี่เอง รูปแบบร้อยกรองของมนตรีจึงไม่มีรูปแบบฉันทลักษณ์ที่ถูกต้อง หรือ ความ “สุภาพ” ทั้งในแง่ของเนื้อหาและฉันทลักษณ์ สังเหตุได้ว่า จำนวนคำในแต่ละบท แต่ละวรรค แต่ละบาทนั้นสับสนและวุ่นวาย อาจมีตั้งแต่ ๕ คำ ถึง ๑๒ คำในรูปแบบกลอนแปดที่กวีเลือกใช้ จนถึงบางวรรคเช่น วรรคสดับ และวรรครับนั้น ปล่อยทิ้งว่างไว้ก็มี
เหตุการณ์หรือแรงบรรดาลใจที่มนตรีนำมาเขียนร้อยเป็นบทกวีนั้น เป็นเหตุการณ์ในสังคมไทย เรื่องราวเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆที่เกิดขึ้น โดยผู้เขียนไม่เพียงมองเหตุการณ์ต่างๆ ในลักษณะเล่าเรื่อง แต่มนตรีมองและแสดงความคิดเห็นตามจุดยืนของตนอย่างชัดเจน เช่น

                                              19/09/49                      รถถังเคลื่อนเข้าถึงเมืองหลวง
ตีนตะขาบย่ำหลังสิ่งทั้งปวง         ทะลวงพุ่งไปฝ่าไฟแดง
ผงาดปากกระบอกปืนมายืนจ้อง    ริบบิ้นเหลืองห้อยคล้องอยู่ต่องแต่ง
แล้วรัฐธรรมนูญก็เปลี่ยนแปลง     จากแหว่งแหว่งวิ่นวิ่นก็ภินท์พัง
คมช.ขอร้อง

หากสังเกตบทกวีของมนตรีนั้น บางบทไม่ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ โดยเฉพาะมนตรีไม่สนใจเสียงท้ายของแต่ละวรรค ทำให้เสียงสูงต่ำ สัมผัสต่างๆ คลาดเคลื่อนอยู่เป็นประจำ การจัดวางเช่นนี้ทำให้รูปแบบดูคล้ายกับความเรียงหรือวางให้ผู้อ่านรู้สึกหยุดและมีพื้นที่ทางความคิดมากขึ้น มากกว่าการจัดวางในรูปแบบทั่วๆไป และการวางรูปแบบอย่างนี้ยังเอื้อต่อการบรรยายความยาวๆ ในแต่ละวรรค หากต้องใช้คำมากหรือน้อยกว่า ๘ คำ มนตรีจึงน่าจะประพันธ์โดยมุ่งเน้นความสัมพันธ์ของท่วงทำนองความคิด และจังหวะในการอ่านมากกว่า
ขอยกตัวอย่างให้ดูกันอีกบทครับ

        ประชาธิปไตยยังไม่มี
ไม่ว่าวันนี้หรือวันหน้า
ประชาธิปไตยยังไม่มา
ตราบยังตาต่อตาฟันต่อฟัน
ผมจึงบอกคุณว่าผมตกใจ
ที่เห็นที่เป็นไปอะไรนั่น
หากเรายังละเมิดกันต่อกัน
ก็ไร้วันได้เห็นมันเป็นจริง!
…………………………….
…………………………….
จำคำผมให้ดี-ไม่มีวัน!
ที่จะได้เห็นมันเช่นนั้นจริง!

คงแสดงให้เห็นถึงความต้องการของกวีที่มุ่งเน้นการ “แสดงออก” ถึงความคิดของตนมากกว่าการดำรงในกรอบเดิม

อีกด้านหนึ่งของอารมณ์
คงไม่มีสิ่งใดจะเหมาะกับหมี่เป็ดไปมากกว่า น้ำแกงดีๆ ที่กลมกล่อม ขลุกขลิกในบะหมี่แห้ง และขับรสกลิ่นหอมในบะหมี่น้ำ เช่นเดียวกับบทกลอนของมนตรี แม้มนตรีเลือกจะแสดงออกถึงความแตกต่าง เกรี้ยวกราด ก้าวร้าวมากเพียงใด แต่หากมองลงไปลึกๆ จะมองเห็นอารมณ์อีกอารมณ์ที่ซ่อนอยู่…เหมือนภายใต้เส้นบะหมี่ที่มีเป็ดย่างถูกกลบอยู่นั่นเองเส้นหมี่ที่เรียงร้อย กระจกสะท้อนถ้อยคำสังคม

นอกจากความดุดัน รุนแรง แน่วแน่ในอุดมการณ์ งานของมนตรี ศรียงค์ยังมีความหวานแอบซ่อนอยู่…แน่นอนว่า ความหวานนั้น ไม่ได้หวานจนเลี่ยนเหมือนกวีทั่วไป แต่ความหวานและถ้อยคำรักของมนตรีนั้น จริงใจ เถรตรงมากกว่านั้น ลองยกตัวอย่างมาให้ดูกัน หนึ่งบทครับ

๑)      แม่จ๋า- วันก่อนหนูอายุสิบสอง แม่หุงข้าวทอดไก่ – ไข่หนึ่งฟอง ทำข้าวกล่องน่องไก่หนึ่งไข่ดาว ให้หนูคดห่อข้าวไปโรงเรียน หมุนเปลี่ยนเวียนผลัดไข่ผัดข้าว ก็อ้วนพีพุงกลมไขมันพราว หวานคาวอิ่มหนำด้วยน้ำมือ จนจบปริญญามหาวิทยาลัย ก็เจียวไข่หอมนิ่มให้อิ่มตื้อ หนูเคี้ยวไข่ตุ้ยตุ้ยครางอืออือ ทุกมื้อมีไข่ทำให้กิน เดี๋ยวไข่ตุ๋นไข่เจียวเดี๋ยวไข่ดาว ยำไข่ขาวไข่แดงแล้วแต่งกลิ่น ไข่น้ำไข่ลูกเขยรสเคยลิ้น ไข่ทมิฬข้ามชาติไข่ข้ามภพ !

๒)    แม่จ๋า- ผ่านมาเนิ่นนานแล้วงานศพ ไข่ในโลกหนูกินจนสิ้นครบ ไม่พบอร่อยเลยเหมือนเคยกิน !..
คัดจาก ไข่แม่

เห็นได้ว่า ในความเถรตรง ชัดเจน มนตรีก็ยังแสดงถึงความเฉียบคมทางความรู้สึก เขาเลือกหยิบยกเอาเรื่อง อาหารไข่ มาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวความรัก ระหว่างมนตรีกับแม่ได้อย่างคมคาย ในบทกวีไม่มีคำว่า “รัก” แต่คิดว่าหลายคนคงจะรู้สึกได้ถึงความ “รัก” ที่แทรกอยู่ใน “อาหารจานไข่” ทุกจานของแม่ของเขาได้

มนตรีเลือกใช้ภาษาตามเนื้อความและประสบการณ์ชีวิตในการประพันธ์ มองภาษาอย่างเข้าใจและเลือกใช้คำที่สร้างความหมายแก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจน หากผู้อ่านที่มีประสบการณ์ร่วมมาอ่านจะทราบได้เลยว่า มนตรีไม่เพียงแต่ใช้บทกวีเล่าเรื่องราวของตน แต่ยังสะท้อนภาพสังคมในยุคเวลาต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สวยงาม
ดังเช่นกลอนบทหนึ่ง ที่มนตรี สะท้อนสภาพสังคมออกมาผ่านบทกลอน น่าสนใจที่บทกลอนบทนี้ ล้วนเต็มไปด้วยภาษาของวัยรุ่นสมัยใหม่ ที่ยากแก่การเข้าใจ และไม่เป็นที่ยอมรับ แต่มนตรีกลับนำมาเสนอได้อย่างชัดเจน ไม่มีการบิดพลิ้วภาพให้งดงามเกินจริง ไม่เปลี่ยนแปลง บิดเบือนใดๆ เหมือนทำหน้าที่เป้นกระจก ที่สะท้อนภาพอย่างเถรตรง ชัดเจน ตรงไปตรงมา และแสบๆ คันๆ ได้ดีทีเดียว กับกลอนบทนี้ครับ

 

โลกทั้งโลกถูกย่อเท่ามอนิเตอร์
เรากะเทอเจอกันในวันหนึ่ง
ชีวิตในอินเทอร์เนตนี้ก็จึง
หวานน้ำผึ้งสุขสมสีชมพู
โย่วโย่วเทออยู่ที่หนายอ่า ?
ทำงานแร้วรึว่ายังเรียนอยู่ ?
รูปเทอสวยอ่าเหมือนหมาจู
งุงิงุงิน่าเอ็นดูน่าดูแคม
โชว์วิวเปิดแคมแพลมแพลมสิ
อะคริอะคริมะก้าแหงม
เสื้อสีสวยแสบมันแว้บแวม
ชั้นในแพลมลับล่อยี่ห้อไร ?
เนินนมขาวจังคงทั้งเต้า
กำเดาเลือดลิ่มจะปริ่มไหล
แคมเทอสวยออกทั้งนอกใน
แคมใหญ่เต็มปลั่งกะลังดี
หน้าบ้านเรารถถังกะลังวิ่ง
ปฏิวัติกันจิงจิงรึนี่ ?
บ้านเทอมีปะ ? รึมะมี ?
อี๋อี๋บ้านน้อกบ้านนอกจัง
55555555
เรารักเทอน้าเด็กโง่งั่ง
เด๋วส่ง Mp3 ปะห้ายฟัง
แร้ววันหลังส่งคลิปปะห้ายดู
คลิปเราเองแหละเอิ๊กเอิ๊กเอิ๊ก
ถ่ายก่อนเลิกกะแฟนโรงแรมหรู
ADSL เราใช้ TRUE
อัพโหลดคู่สองคลิปได้ฉะบาย
เรารักเทอน้าเด็กโง่
(คลิกอีโมฯรูปหัวเราะงอหงาย)
หนึ่งปริ๊ดแระอิอิขอบจาย
จุ๊บจุ๊บบะบายชัทดาวน์แร้วววววววววว..
………………………..
ปล.รถถังมาทามมาย ?
เด๋วไปถ่ายรูปก่อง – บลาบลาบลา
                คัดจาก มนต์รัก MSN


แสบสันพอไหมครับ?
การเลือกใช้คำซึ่งเป็นภาษาเฉพาะกลุ่มร้อยเรียงข้อความ สรรคำสรรพนามแทนตัวตามสภาวะสังคม และสอดแทรกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในเชิงประชดประชันเสียดสีในบทเดียว แสดงให้เห็นว่ามนตรี ศรียงค์ ตกผลึกความคิดเป็นอย่างดีก่อนจะเขียนเป็นกลอนออกมา ไม่ใช่แต่เพียงใช้กลอนนำพาไปอย่างกวีหลายๆ คน

หมื่นบทกาพย์ ร้อยคำกลอน กวีคู่ควรสมัย
นอกจากกลอนแล้ว มนตรี ศรียงค์ ยังประพันธ์บทร้อยกรองอื่นๆ ได้อย่างงดงามไม่แพ้กัน โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคแห่งฉันทลักษณ์ ความคิดของเขาคมยิ่งกว่ามีดดาบ รอยปากกาของเขาชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด และยังคมคายพอจะทำร้ายความโฉดเขลาทั้งปวง…

๐          อ้าองค์พระสยามเทวา        ผู้ทรงฤทธา
คุ้มฟ้าคุ้มดินถิ่นไทย
๐      สยามขณะขยะสมัย            ปะทุประลัย.. ..
พุไฟพุเพลิงเริงเรือง
๐      นั่นคนวิกลจริตเคือง            สวบก้นนั่งเมือง.. ..
ปลดเปลื้องความใคร่แห่งตน
……………………………………………………………………………………..
๐      โอเทพเจ้ามฤตยู            ฤดูระดู.. ..
กำเนิดจากคูถไฉน?
๐      เห็นไฟวะวับสิมิดับไฟ            ก็ใครน่ะใคร.. ..
หมกไหม้ ณ อวิจี
๐      ไหนล่ะความรักมรรควิถี            มรรคกาลี..
เก้าอี้บัลลังก์ลออ
๐      สยามสมัยรัฐเต๊กกอ            มิงอน-มิง้อ.. ..
โคตรพ่อพ่อโคตรแม่ใช่เครือ
…………………………………………………………………………….
๐      สยามขณะขยะสมัย            หนอเวรบรรลัย.. ..
บอดหนวกบ้าใบ้เต็มเมือง
๐      อ้าองค์พระผู้ทรงฤทธิเรือง        ข้าน้อยขุ่นเคือง.. ..
เปล่าเปลืองหัวใจให้ทน
๐      ก็คนซาดิสต์จิตพิกล            อำมหิตจน.. ..
นิ่งมองดูคนล้มตาย
๐      สยามขณะเสนียดขยาย            เห็นแต่ฉิบหาย..
ประเทศประไทย-ไชโย!
คัดจาก สยามขณะขยะสมัย

— สดุดี กวีศรีรัตนโกสินทร์ —
สาเหตุที่ผมชอบผลงานของมนตรี ศรียงค์นั้น อยู่ที่ผลงานของมนตรีนั้นต้องอ่านอย่างละเอียด รอบคอบ หยิบอ่านครั้งแรกอาจจะขมปากและรู้สึกอึดอัดกับท่วงทำนองที่เร่งเร้าผู้อ่านจนมากเกินไป และความหยาบดิบของผลงานของเขา แต่หากได้ลองอ่านโดยตลอดเรื่องและลองคิดตามด้วยประสบการณ์และความรู้สึกที่พร้อมเปิดรับความคิดของคนที่มองเรื่องราวต่างๆในอีกมุมที่สุดขั้ว ความคิดและบทประพันธ์ที่หยาบของมนตรีกลับช่วยขัดและถูจนความคิดของผมได้คมขึ้น ได้มองอีกมุมที่ไม่เคยมอง ได้เห็นว่าเบื้องหลังความงดงามย่อมต้องมีสิ่งที่งดงามน้อยกว่ามาเปรียบมาเทียบ มาชูให้สิ่งนั้นเด่นยิ่งขึ้น ท่วงทำนอง การจัดวางที่สนับสนุนผลงานและความคิดของมนตรีให้โดดเด่นแสดงให้เห็นว่า มนตรีไม่ได้มีเพียงความดิบความเถื่อนได้มีการศึกษา มีความคิดที่คมคายมาก และเลือกใช้ทุกสิ่งที่ตนมีให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อ่านได้มากที่สุด


มนตรี ศรียงค์ หรือกวีหมี่เป็ด ชายผู้มีนัยต์ตาสนิมเหล็กอาจไม่ใช่มือกลอนแนวหวานที่ถูกใจคนที่รักการอ่านกลอนเพื่ออารมณ์สุนทรียะมากนัก แต่สำหรับนักอ่าน นักคิดที่กำลังมองหาบทกลอนของใครสักคนที่ฉุดกระตุ้นดึงแรงพลังใจในการทำงานและก้าวข้ามผ่านอุปสรรค บทกวีของมนตรี ศรียงค์น่าจะช่วยและเป็นยาที่เหมาะสมดีทีเดียว มนตรี ศรียงค์เป็นยาขมสำหรับวงการวรรณกรรมและวงการหนังสือปัจจุบันที่กำลังผันเปลี่ยนตามกระแสนิยมแนวเกาหลี ญี่ปุ่น หากใครได้ลองยาขมชุดนี้ ไม่แพ้ด้วยฤทธิยาและพาลเลิกอ่านไปเอง ก็น่าจะหายจากโรคขาดความคิดได้ในเร็ววัน

 

 

 

———————————————-

คนที่สนใจติดตามของคุณ มนตรี บนโลกอินเตอร์เน็ท  เชิญที่นี่เลยครับ

>> http://softganz.com/meeped/profile/7

เครดิตภาพ

บะหมี่เป็ดทั้งสองชาม http://www.muangboranjournal.com/modules.php?name=News&file=article&sid=1477

เมนูไข่  http://www.cubiclub.in.th/net/home/club_detail/305

———————————————-

ก็จบลงไปแล้วนะครับ สำหรับบทความ มนตรี – หมี่เป็ด – ศรียงค์ กวีแห่งรัตนโกสินทร์สมัย

ชอบไม่ชอบ อ่านยาก ยาวเกิน หรือยังไง ติชมกันเข้ามาได้นะครับ น้อมรับทุกคอมเม้นต์ครับ

แล้วก็อยากอ่านเรื่องอะไร ถ้ามีความรู้พอจะเขียนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของงานเขียนวรรณกรรมไทย จะพยายามเขียนให้อ่านกันครับ

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านครับ

ป่อมสุกี้

Leave a comment

Your email address will not be published.


*